Sunday, February 15, 2009

ประเภทของแบตมือถือ+การชาร์ตให้ถูกวิธี

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับแบตก่อนนะครับ :busy

แบตมือถือนี่มี 3 ประเภทครับ
1. Nickle-Metal Hydride - แบบเก่า ไม่มีใช้กันแล้ว เพราะมีผลต่อ memory effect ในเครื่องกับ
การใช้คือ ต้องใช้ให้หมด แล้วค่อยชาร์จ (ไม่พูดถึงนะครับ ข้ามไป)

2. Lithium-polymer
- ข้อดีคือ แบตคายประจุน้อย ใช้ได้นานมากๆๆ พลังงานลดลงช้า เสถียรมากในการจ่ายไฟให้กับมือถือ
รูปแบบบาง แบน แต่มิลิแอมป์เยอะ (ความจุ) สามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นงานได้หลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นก้อนๆเหลี่ยมๆ มีความปลอดภัยสูง
นิยมใช้ในพวก PDA Phone หรือมือถือที่ห้ามเครื่องดับ
ข้อเสียคือ แพง บางยี่ห้อ ก้อนนึง 3000 บาท ยังมีเลย บอบบาง ชาร์จนาน

3. Lithium-Ion - เป็นแบตที่ค่ายมือถือชอบใช้มากที่สุด
ข้อดีคือ ปลอดภัย ไม่ค่อยลัดวงจร มีผลต้อ memory effect ของมือถือน้อยถึงน้อยมากกก
ชาร์จตอนไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้หมด มีความจุหลากหลาย แต่ขนาดจะใหญ่ตามไปด้วย
หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง มียี่ห้อต่างๆให้เลือกมาก จ่ายไฟได้สม่ำเสมอแม้เหลือน้อย (แต่สู้ แบบที่ 2 ไม่ได้ครับ)
ข้อเสียคือ ขนาดผันตามความจุ (LG ที่บางๆ ก็เยมีความจุน้อยๆ) รูปทรงจะเป็นเหลี่ยมๆ มีรอบการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี
และห้ามใช้จนหมด เพราะจะำทำให้ Battery Cell เสื่อมเร็วมากครับ

ทีนี้ มาคำถามที่ว่า ควรชาร์จอย่างไร
เนื่องจากแต่ก่อน คนจะใช้มือถือจะซื้อเครื่องจากศูนย์เท่านั้น
และพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค ไม่ได้รีบร้อนเหมือนปัจจุบัน
ทางผู้ผลิตจึงไม่ได้ประจุแบตมาให้แบบพร้อมใช้ แค่ประจุเพื่อทดสอบวา แบตสามารถใช้งานได้
จึงต้องมีการกระตุ้น battery cell ในแบตโดยการชาร์จเองที่บ้าน ประมาณ 8 ชั่วโมงเสียก่อน
อย่างน้อย 2-3 รอบ แล้วค่อยชาร์จปกติ (ให้เต็ม แล้วก็เอาออก)

ทีนี้ ถามว่า ชาร์จแล้ว ถ้าเต็มจำเป็นต้องดึงสายชาร์จออกเลยหรือไม่
มันมี 2 คำตอบครับ คำตอบแรกคือ
1. ไม่จำเป็น เพราะว่าตัวแบตเองมีวงจรในการตัดไฟเข้า เมื่อเต็มแล้ว มันก็ตัดไฟ จบ
2. จำเป็น เพราะอย่างไรก็ตาม มือถือ ไม่ได้ใช้ไฟจากสายชาร์จครับ
แต่ใช้ไฟจากแบต นึกภาพเอานะครับ เมื่อแบตเต็มแบตก็ตัดไฟจากสายชาร์จ และหากเราไม่ได้ดึงออก เนี่ย
ในเวลาต่อมาหลังจากเต็ม มือถือก็ใช้ไฟจากแบตไปเรื่อยๆในการ standby เครื่องและเชื่อมสัญญาณ
เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่พลังงานถูกคายออกมาจากแบต วงจรก็จะเรียกไฟเข้าจากสายชาร์จใหม่อีกครั้ง เพือให้แบตเต็ม
ก็จะกลายเป็นว่า Recharge ไปเรื่อยๆ เป็นวงจรอย่างนั้นครับ
ก็จะทำให้ Batt ครบ cycle การใช้งานของมันเร็วขั้น

แบตมีรอบการใช้งานต่างกันครับ รอบการใช้งานเรียกว่า cycle
ส่วนใหญ่สำหรับ Lithium-Ion นั้น จะอยู่ที่ประมาณ 300-400 cycles ครับ
1 cycle ไม่ใช่การชาร์จ 1 ครั้ง
แต่บางครั้ง อาจเป็นการชาร์จ 2 ครั้ง หรือ 2.5 ครั้งก็เป็นได้
ดังนั้น ถ้าเราทิ้งไว้กับสายชาร์จบ่อยๆ ก็จะทำให้ครบ cycle การใช้งานได้เร็วขึ้น
ผลคือ แบตเสื่อมก่อนวัยอันควรครับ

นอกจากการทิ้งไว้กับสายชาร์จแล้วเนี่ย ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้แบตเสื่อม :sad ยังมี
- อุณหภูมิในสภาวะที่ใช้งาน
- รอบการใช้งาน
- สารเคมีต่างๆที่มาโดน ความชื้น ความสกปรกจากฝุ่นที่จับตรงขั้วแบต
- การผลิตที่มี defection จากโรงงาน
- รูปแบบการใช้งาน เช่น ชาร์จกับสาย Data Link ตลอด หรือ สายชาร์จในรถยนต์
เนื่องจากเป็นไฟกระแสตรงครับ ทำให้ชาร์จนาน และบางครั้งอาจเสื่อมได้
โดยเฉพาะกับสายชาร์จในรถ ( Data Link ไม่ค่อยเท่าไหร่) เพราะไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอครับ :-)

ที่มา: http://www.lgmobilelover.com/club/viewtopic.php?f=1&t=13120&start=0

วิธีชาร์ตแบตลิเธียม (Lithium-ion) ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด

ประเด็นที่น่าสนใจก้อคือ

1. แบตลิเธียมไม่จำเป็นต้องชาร์จนานๆ ก่อนใช้งาน คือชาร์ตเต็มแล้วใช้ได้เลย
Priming will make little difference because the maximum capacity of lithium-ion is available right from the beginning.

2. ควรชาร์ตบ่อยๆ ดีกว่า หมายความว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้แบตจนเกลี้ยง
The battery prefers a partial rather than a full discharge. Frequent full discharges should be avoided when possible. Avoid frequent full discharges because this puts additional strain on the battery.

3. ควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่เย็น หลีกเลี่ยงการวางไว้ในรถที่ร้อน และควรชาร์ตแบตตอนที่พลังงาน 40% เพื่อยืดอายุการใช้งาน
Keep the lithium-ion battery cool. Avoid a hot car. For prolonged storage, keep the battery at a 40% charge level.

4. หลีกเลี่ยงการซื้อแบตมาดองหรือเก็บไว้นานๆไม่ได้ใช้ ดูวันที่ผลิตด้วยก่อนซื้อ อย่าซื้อของเก่าเก็บถึงจะถูกกว่าก้อเถอะ
Avoid purchasing spare lithium-ion batteries for later use. Observe manufacturing dates. Do not buy old stock, even if sold at clearance prices

5. ถ้ามีแบตสำรอง ให้ใช้อันที่ดีกว่าก่อน ส่วนอีกอันเก็บไว้ในที่เย็น เช่น ตู้เย็น แต่อย่าแช่ในช่องฟรีส
If you have a spare lithium-ion battery, use one to the fullest and keep the other cool by placing it in the refrigerator. Do not freeze the battery.





อันนี้เป็นรูปแสดงความสามารถในการเก็บพลังงานที่ลดลงหลังจากใช้ไป 1 ปี
ในสถานะการชาร์ตแบบต่างๆ


ขอบคุณท่าน Boynette แห่ง CyberZeeD ที่นำข้อมูลมาให้ค่ะ

ที่มา: http://www.wezone.it/wetalk/index.php?showtopic=28087&mode=threaded


อันนี้จากเว็บบอร์ดนะครับ

หลายกระทู้บอกวิธีชาร์จแบตต่างๆนาๆ ผมไม่แน่ใจเลยไปถามที่0sony พี่ที่0เค้าใจดีมาก ต่อสายให้คุยกับหัวหน้าช่างที่0หลักเลย หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ

-ชาร์จครั้งแรก8ชม.ขึ้นไป แต่ไม่เกิน12ชม.
-ชาร์จตอนไหนก็ได้(ชาร์จตอนเหลือพลังงานเท่าไรก็ได้)
-อย่าใช้จนแบตหมด
-ถ้าชาร์จเต็มแล้วอย่าทิ้งไว้นานเกินไป
-อย่าให้อยู่ในที่ร้อนๆ เช่น โดนแดด ทิ้งไว้ในรถ ...
-อย่าทำตก โดนกระแทก หรือกดแรงๆ เช่น วางหนังสือไว้บนแบต
-อย่าเก็บไว้ในที่ชื้นหรือโดนน้ำ

เกี่ยวกับอายุของแบต
-มันจะเสื่อมเองตามอายุ ไม่เกี่ยวกับการใช้ แต่อย่าใช้จนแบตหมด


ที่มา: http://www.flashfly.net/forums/viewtopic.php?t=154319&sid=e8f6b5b9a1e9379d31fe9b34dd9d4179

ชาร์ตแบตเตอรีมือถือให้ถูกวิธี

รู้จักแบตเตอรี่แล้วใช้ให้เป็น

ท่านที่มีโทรศัพท์มือถือทราบไหมว่า แบตมือถือมี 3 ชนิด แต่ละชนิดมีวิธีการชาร์ตแบตไม่เหมือนกัน บางชนิดควรปล่อยให้หมด, บางชนิดไม่ควรปล่อยให้หมดก่อนชาร์ต วันนี้มาดูวิธี การสังเกต แบตมือถือ ของคุณกัน

แบตมือถือเดี๋ยวก็ใช้ได้นานเดี๋ยว ก็ใช้ได้แป๊บเดียว ขอบอกให้รู้ว่าหลายคนขาดความเข้าใจในเรื่อง ของการใช้แบตที่ถูกต้อง เพราะแบตเตอรี่บางประเภท เราควรต้องใช้ให้หมดเกลี้ยงเสียก่อน ในขณะที่บางประเภท เราควรที่จะชาร์ดมันก่อนที่จะปล่อยให้หมดไปไม่อย่างนั้นแบตจะเกิด อาการ "ความจำเสื่อม" วิธีสังเกตง่ายๆ ให้ดูตามอักษรย่อตัวแบต ดังนี้

แบตเตอรี่ที่ใช้กับกล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มือถือ มีอยู่ 4 ประเภทหลักๆ คือ

• NiCd (Nickel Cadmium) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะสามารถชาร์จใหม่ได้ถึงกว่า 700 ครั้ง หรือประมาณ 2-3 ปี รวมทั้งสามารถใช้งานได้ดี ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิต่ำๆ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ เราควรจะใฃ้ให้หมดหรือเกือบหมดก้อน ก่อนที่จะชาร์จใหม่แต่ละครั้ง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหา ที่เรียกว่าmemory effect ขึ้นได้ คือ เมื่อชาร์จใหม่ไปแล้ว (โดยแบตยังไม่หมด) ครั้งต่อๆไป จะทำให้แบตใช้งานได้สั้นลง

• NiMH (Nickel Metal Hydride) เป็นอีกแบบที่นิยมใช้กัน เพราะปกติจะสามารถเก็บไฟได้นานกว่าแบบ NiCad30% ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ข้อดีที่สำคัญของ NiMH ก็คือ ไม่มีปัญหาเรื่อง memory effect เหมือน NiCadสามารถชาร์จตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องรอให้หมดก่อน และยัง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพราะทำจากโลหะที่ไม่(ค่อย)เป็นพิษ(มาก) เหมือน NiCad แต่ข้อเสียก็คืออายุการใช้งานจะสั้นกว่า คือ สามารถ recharge ได้ประมาณ 400 ครั้งเท่านั้น หรือประมาณ 1-2 ปี มีความจุกระแสไฟฟ้าประมาณ 1,500 mAh (milliampere-hour)

• Li-ion (Lithium Ion) จะให้กระแสไฟฟ้า ได้นานกว่า NiMH ถึงกว่าเท่าตัว นอกจากนี้การเก็บประจุก็สามารถทำได้ดีกว่าด้วย แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากราคายังค่อนข้างสูงอยู่ เมื่อเทียบกับ 2 แบบแรก แต่เนื่องจากสามารถเก็บประจุไว้ได้นาน จึงเหมาะสำหรับนำมาเป็น แบตเตอรี่สำรองเวลาฉุกเฉิน

• Alkaline เป็นถ่านที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะใช้กับเพจเจอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ มากมายแต่ถ่าน Alkaline ก็ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กลับกล้องดิจิตอล แม้ว่าจะมีค่าสูงถึง 2,800 mAh ก็ตาม เพราะว่า ถ่านแบบนี้ จะสูญเสียกระแสไฟฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกใช้งานอย่างหนัก เพราะมันถูกออกแบบมา ให้ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ต้องการกระแสไฟฟ้า ทีละน้อยๆ แต่นานๆ มากกว่าที่จะรองรับ
การใช้งาน แบบหนักๆ อย่างทันทีทันใด อย่างกับกล้องดิจิตอลได้ ประจุไฟฟ้าในถ่าน Alkaline เลยเหือดแห้งไปภายในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นถ่าน Alkaline จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ คือถ้าหาถ่านแบบอื่นๆไม่ได้แล้ว จึงค่อยหันมาใช้งานกับกล้องดิจิตอล

สรุปสิ่งที่ต้องจำให้ดีคือ...
NiCD แบตแบบนิกเกิลแคดเมียม : ควรใช้ให้หมดก่อนชาร์ต
NiMH แบตแบบเมธัล-ไฮไดร์ด : สามารถชาร์ตแบตได้ตลอด ในขณะที่ เป็นชนิดที่สามารถปล่อยทิ้งให้แบตหมดก็ได้
Li ION แบตลิเธียม - ไอออน : สามารถชาร์ตแบตได้ตลอด ไม่ควรใช้จนหมดเกลี้ยง


--------------------------------------------------------------------------------

ศูนย์สารสนเทศ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเพชรบูรณ์

ยืดอายุแบตมือถือ

แบตมือถือ


ใครๆ ก็คงมีมือถือใช้กันทุกคน ถ้าไม่อยากให้แบตมือถือเสื่อมเร็ว วันนี้เกร็ดความรู้มีมาฝากกัน...

คำแนะนำจากวิศวกรในโรงงานแบตเตอรี่ในการยืดอายุแบตมือถือให้เสื่อมช้าลง ด้วยการปฏิบัติดังนี้

1. นำแบตมือถือห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วใส่ไว้ในถุงพลาสติก แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นเป็นเวลา 3 วัน (ไม่ต้องกลัวแบตฯชื้น) ซึ่งตรงนี้กระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดความชื้นส่วนเกินให้

2. หลังจากทิ้งแบตมือถือไว้ในตู้เย็นครบสามวันแล้ว นำแบตมือถือออกมาทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องอีก 2 วัน

3. เมื่อทิ้งไว้ 2 วันแล้วชาร์จแบตมือถือให้เต็มแล้วนำไปใส่ในมือถืออีกครั้ง ลองสังเกตดูว่าแบตมือถือจะสามารถใช้งานได้นานถึง 80%-90% ของแบตมือถือใหม่เลยทีเดียว

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้


ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต